บันทึกการเรียนครั้งที่ 4
วัน ศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559ความรู้ที่ได้รับknowledge
ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่อง
เด็กที่มีความบกพร่องทางทางการการพูดและภาษา
(
Children With Speech And Language Disoorders)
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
ความบกพร่องทางการพูดพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator
Disorders) แบ่งเป็น
4 ลักษณะ คือ
1.1 เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป
เช่น "ความ" เป็น "คาม" เป็นต้น
1.2 ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง
เช่น "กิน"
"จิน" เป็นต้น
1.3 เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่สียงที่ถูกต้องลงไปด้วย
เช่น "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
1.4 เสียงเพี้ยนหรือเปล่งไป เช่น "แล้ว" เป็น "แล่ว"
ทั้งนี้จะต้องพิจารณาว่าความบกพร่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ
เป็นประจำหรือไม่ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีของผู้พูดเป็นอย่างนั้นหรือไม่
ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง และเป็นวัฒนธรรมของผู้พูดก็ไม่ถือว่าผิดปกติ เช่น
คนภาคใต้เรียกแมงกะพรุนว่า แมงพุนก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด
2. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice
Disorders) แบ่งเป็น 3
ลักษณะ คือ
2.1 ความบกพร่องของระดับเสียง เช่น
เสียงสูงหรือต่ำตลอดเวลา หรือเสียงที่พูด
อยู่ในระดับเดียวตลอด เสียงพูดผิดเพศ ผิดวัย
2.2 เสียงดังหรือค่อยเกินไป คล้ายๆ กับตะโกน หรือกระซิบอยู่ตลอดเวลา
2.3 คุณภาพของเสียงไม่ดี เช่น เสียงแตกพร่า
เสียงกระด้าง เสียงแหบแห้ง
ตลอดเวลา เป็นต้น
3. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (Speech Flow Disorders)
แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ
3.1 พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน
ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
3.2 การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
3.3 อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
3.4 จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
3.5 เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย
ความบกพร่องประเภทนี้พบมากคือการติดอ่างและพูดเร็วรัว
คนติดอ่างจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดซ้ำคำคำเดียวหลายๆ
ครั้ง หรืออึดอักๆ เสียงยืดยานคาง พูดขาดเป็นห้วงๆ มีกิริยาท่าทางที่แสดงถึงความยากลำบากในการออกเสียงส่วนการพูดเร็วเกินไปนั้น
เสียงพูดจะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นรูปประโยคผิดไปสลับเสียงตัวหนึ่ง
เป็นต้น
ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง
การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิด
ออกมาเป็นถ้อยคำได้ ซึ่งพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) มี 5 ลักษณะ คือ
1.1 มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
1.2 มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
1.3 ไม่สามารถสร้างประโยคได้
1.4 มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
1.5 ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. การไม่มีความสามารถเข้าใจและสร้างถ้อยคำ (Aphasia) เนื่องจากสมองหรือปราสาทได้รับการกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ มี 7 ลักษณะ คือ
2.1 อ่านไม่ออก
2.2 เขียนไม่ได้
2.3 สะกดคำไม่ได้
2.4 ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
2.5 จำคำหรือประโยคไม่ได้
2.6 ไม่เข้าใจคำสั่ง
2.7 อารมณ์ไม่คงที่
3. ความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษา (Specific Language Disabilities) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
3.1 ความผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital Aphasia) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ
จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
3.1.1 ความขัดแย้งกันของสิ่งที่ได้ยินจริงๆ กับสิ่งที่คาดว่าจะได้ยิน
3.1.2 ความขัดแย้งกันในการจำเสียงที่ได้ยิน
3.1.3 ความขัดแย้งกันในการประสมประสานเสียงที่ได้ยิน
3.1.4 ความขัดแย้งกันในความเข้าใจภาษาพูด
3.1.5 ความขัดแย้งในการแสดงออกทางภาษา
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) มี 5 ลักษณะ คือ
1.1 มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
1.2 มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
1.3 ไม่สามารถสร้างประโยคได้
1.4 มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
1.5 ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ
2. การไม่มีความสามารถเข้าใจและสร้างถ้อยคำ (Aphasia) เนื่องจากสมองหรือปราสาทได้รับการกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ มี 7 ลักษณะ คือ
2.1 อ่านไม่ออก
2.2 เขียนไม่ได้
2.3 สะกดคำไม่ได้
2.4 ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
2.5 จำคำหรือประโยคไม่ได้
2.6 ไม่เข้าใจคำสั่ง
2.7 อารมณ์ไม่คงที่
3. ความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษา (Specific Language Disabilities) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
3.1 ความผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital Aphasia) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ
จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
3.1.1 ความขัดแย้งกันของสิ่งที่ได้ยินจริงๆ กับสิ่งที่คาดว่าจะได้ยิน
3.1.2 ความขัดแย้งกันในการจำเสียงที่ได้ยิน
3.1.3 ความขัดแย้งกันในการประสมประสานเสียงที่ได้ยิน
3.1.4 ความขัดแย้งกันในความเข้าใจภาษาพูด
3.1.5 ความขัดแย้งในการแสดงออกทางภาษา
ลักษณะดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดกับเด็กซึ่งหูหนวกมาแต่แรกเกิด
จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางภาษาไป
3.2 ความผิดปกติหลังการพัฒนาภาษา (Developmental
Aphasia) เกิดขึ้นหลังจากท
เด็กมีพัฒนาการทางภาษาแล้ว
จึงอาจกล่าวได้ว่า ความผิดปกติทางการพูดมีความแตกต่างจากความผิดปกติทางภาษา
คือ ความผิดปกติทางการพูด เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับเสียงพูดในด้านการปรุงแต่งระดับ
และคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด ส่วนความผิดปกติทางภาษาเป็น
ความผิดปกติด้านการพัฒนาทางภาษาความสามารถเกี่ยวกับความเข้าใจ การสร้างถ้อยคำ
คือ ความผิดปกติทางการพูด เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับเสียงพูดในด้านการปรุงแต่งระดับ
และคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด ส่วนความผิดปกติทางภาษาเป็น
ความผิดปกติด้านการพัฒนาทางภาษาความสามารถเกี่ยวกับความเข้าใจ การสร้างถ้อยคำ
5.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
(
Children With Physical And Health Impairments )
โรคลมชัก (Epilepsy)
-การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit
Mal) อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
-ชักแบบรุนแรง (Grand
Mal) เกิดขึ้นราว 2-5 นาที
-ชักแบบ Partial Complex
ไม่เกิน 3 นาที
-อาการไม่รู้สึกตัว (Focal
Partial) เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย
แต่ไม่มีอาการชัก
-ลมบ้าหมู (Grand
Mal) จะทำให้หมดสติ
และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
ซี.พี. (Cerebral
Palsy)
-การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ
หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
-การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี
มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน
กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
- spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
- spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
- spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
- spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว
โปลิโอ
(Poliomyelitis)
การติดเชื้อโปลิโอ จะไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ โดยผู้ติดเชื้ออาจมีอาการได้หลายอย่างหากได้รับไวรัสเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบประสาทกลาง ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการถูกทำลาย
ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาตอ่อนเปียก ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือโปลิโอไขสันหลัง
ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนแรงแบบไม่สมมาตรมักเป็นที่ขา
โปลิโอก้านสมองส่วนท้ายทำให้เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทสมอง โปลิโอไขสันหลังและก้านสมองส่วนท้ายจะทำให้มีอาการร่วมกันทั้งการอัมพาตก้านสมองส่วนท้ายและไขสันหลัง
- มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก
แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
- ยืนไม่ได้
หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
Assessment (ประเมิน)
Teacher
เข้าสอนตรงเวลา
ให้คำปรึกษาที่ดีให้กับนักศึกษาได้ดีในเรื่องต่างๆอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาได้อย่างครบถ้วนและคลอบคลุมเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาในทุกๆด้าน
Friends
เข้าเรียนตรงเวลามีความกระตือรือร้นและมีความพร้อมที่จะเรียน
แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ไม่เสียงดังและไม่คุยกันขณะที่เรียน
Self
เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียนแต่งกายเรียบร้อย
มีการจดบันทึกทุกครั้งในการเรียน




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น