วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บันทึกอนุทินครั้งที่4

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4
วัน ศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559
ความรู้ที่ได้รับknowledge
ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่อง
เด็กที่มีความบกพร่องทางทางการการพูดและภาษา
( Children With Speech And Language Disoorders)



เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจาการพูดผิดปกติในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด   ความบกพร่องทางการพูดพิจารณาได้ ด้าน    ดังนี้
1. ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)  แบ่งเป็น  4  ลักษณะ คือ

1.1  เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป  เช่น  "ความ"  เป็น  "คาม"  เป็นต้น

1.2  ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง  เช่น  "กิน"  "จิน"  เป็นต้น 

1.3  เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่สียงที่ถูกต้องลงไปด้วย  เช่น  "หกล้ม"  เป็น  "หก-กะ-ล้ม"

1.4  เสียงเพี้ยนหรือเปล่งไป   เช่น  "แล้ว"  เป็น  "แล่ว"

ทั้งนี้จะต้องพิจารณาว่าความบกพร่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ     เป็นประจำหรือไม่ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีของผู้พูดเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง และเป็นวัฒนธรรมของผู้พูดก็ไม่ถือว่าผิดปกติ เช่น คนภาคใต้เรียกแมงกะพรุนว่า แมงพุนก็ไม่ถือว่าผิดปกติแต่อย่างใด 
2. ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)  แบ่งเป็น ลักษณะ   คือ 
2.1 ความบกพร่องของระดับเสียง เช่น เสียงสูงหรือต่ำตลอดเวลา หรือเสียงที่พูด
อยู่ในระดับเดียวตลอด เสียงพูดผิดเพศ ผิดวัย 
2.2 เสียงดังหรือค่อยเกินไป คล้ายๆ กับตะโกน หรือกระซิบอยู่ตลอดเวลา 
2.3 คุณภาพของเสียงไม่ดี    เช่น    เสียงแตกพร่า   เสียงกระด้าง    เสียงแหบแห้ง
ตลอดเวลา  เป็นต้น
 3. ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (Speech Flow Disorders) 
 แบ่งเป็  5 ลักษณะ  คือ
 3.1 พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
 3.2 การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง 
 3.3 อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป 
 3.4 จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ 
 3.5 เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย 
          ความบกพร่องประเภทนี้พบมากคือการติดอ่างและพูดเร็วรัว คนติดอ่างจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการพูด เช่น พูดซ้ำคำคำเดียวหลายๆ ครั้ง หรืออึดอักๆ เสียงยืดยานคาง พูดขาดเป็นห้วงๆ  มีกิริยาท่าทางที่แสดงถึงความยากลำบากในการออกเสียงส่วนการพูดเร็วเกินไปนั้น เสียงพูดจะผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็นรูปประโยคผิดไปสลับเสียงตัวหนึ่ง  เป็นต้น


ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิด ออกมาเป็นถ้อยคำได้ ซึ่งพิจารณาได้ 3 ด้าน ดังนี้
1. การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language) มี  ลักษณะ  คือ 
1.1  มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
1.2  มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
1.3 ไม่สามารถสร้างประโยคได้
1.4  มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ 
1.5  ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ 
2. การไม่มีความสามารถเข้าใจและสร้างถ้อยคำ (Aphasia) เนื่องจากสมองหรือปราสาทได้รับการกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บ มี 7 ลักษณะ คือ 
2.1  อ่านไม่ออก 
2.2  เขียนไม่ได้ 
2.3  สะกดคำไม่ได้ 
2.4  ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
2.5  จำคำหรือประโยคไม่ได้
2.6  ไม่เข้าใจคำสั่ง 
2.7  อารมณ์ไม่คงที่
3. ความขัดแย้งเกี่ยวกับภาษา (Specific Language Disabilities)   เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ  คือ
3.1  ความผิดปกติแต่กำเนิด (Congenital   Aphasia) เนื่องจากสมองได้รับบาดเจ็บ
จากการกระทบกระเทือน มี 2 ลักษณะ คือ
3.1.1  ความขัดแย้งกันของสิ่งที่ได้ยินจริงๆ กับสิ่งที่คาดว่าจะได้ยิน
3.1.2  ความขัดแย้งกันในการจำเสียงที่ได้ยิน 
3.1.3  ความขัดแย้งกันในการประสมประสานเสียงที่ได้ยิน
3.1.4  ความขัดแย้งกันในความเข้าใจภาษาพูด 
3.1.5  ความขัดแย้งในการแสดงออกทางภาษา 
ลักษณะดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดกับเด็กซึ่งหูหนวกมาแต่แรกเกิด  จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาการทางภาษาไป 
3.2   ความผิดปกติหลังการพัฒนาภาษา (Developmental Aphasia) เกิดขึ้นหลังจากท 
เด็กมีพัฒนาการทางภาษาแล้ว
            จึงอาจกล่าวได้ว่า  ความผิดปกติทางการพูดมีความแตกต่างจากความผิดปกติทางภาษา
    คือ ความผิดปกติทางการพูด   เป็นความผิดปกติที่เกี่ยวกับเสียงพูดในด้านการปรุงแต่งระดับ
    และคุณภาพของเสียงจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด           ส่วนความผิดปกติทางภาษาเป็น
    ความผิดปกติด้านการพัฒนาทางภาษาความสามารถเกี่ยวกับความเข้าใจ      การสร้างถ้อยคำ

5.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
 ( Children With Physical And Health Impairments )


โรคลมชัก (Epilepsy)
-การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)    อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
-ชักแบบรุนแรง (Grand Mal) เกิดขึ้นราว 2-5 นาที 
-ชักแบบ Partial Complex    ไม่เกิน 3 นาที
-อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)  เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
-ลมบ้าหมู (Grand Mal) จะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น 

ซี.พี. (Cerebral Palsy)
-การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด 
-การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน 
กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
- spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
- spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
- spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
- spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว

โปลิโอ (Poliomyelitis)


การติดเชื้อโปลิโอ จะไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ โดยผู้ติดเชื้ออาจมีอาการได้หลายอย่างหากได้รับไวรัสเข้ากระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีการติดเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบประสาทกลาง ทำให้เซลล์ประสาทสั่งการถูกทำลาย ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอัมพาตอ่อนเปียก ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนแรงได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือโปลิโอไขสันหลัง ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนแรงแบบไม่สมมาตรมักเป็นที่ขา โปลิโอก้านสมองส่วนท้ายทำให้เกิดการอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เลี้ยงโดยเส้นประสาทสมอง โปลิโอไขสันหลังและก้านสมองส่วนท้ายจะทำให้มีอาการร่วมกันทั้งการอัมพาตก้านสมองส่วนท้ายและไขสันหลัง
- มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม



Assessment (ประเมิน)
  Teacher    
       เข้าสอนตรงเวลา ให้คำปรึกษาที่ดีให้กับนักศึกษาได้ดีในเรื่องต่างๆอธิบายเกี่ยวกับเนื้อหาได้อย่างครบถ้วนและคลอบคลุมเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักศึกษาในทุกๆด้าน
  Friends
     เข้าเรียนตรงเวลามีความกระตือรือร้นและมีความพร้อมที่จะเรียน แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ไม่เสียงดังและไม่คุยกันขณะที่เรียน
  Self
       เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียนแต่งกายเรียบร้อย มีการจดบันทึกทุกครั้งในการเรียน




                                         

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น